เบลเยียม ฟุตบอลโลก 2026: ทีมไกด์ ‘ปีศาจแดง’ หลังยุคทอง ความหวังยังอยู่ที่ De Bruyne และ Doku

เบลเยียม ฟุตบอลโลก 2026 เข้ารอบแบบไม่แพ้ใคร เกมรุกยังมี De Bruyne-Doku-Lukaku แต่แนวรับน่าห่วง Garcia เน้นเล่นสี่กองหลัง กลุ่มถือว่าลุ้นได้

เครดิตต้นฉบับ: The Guardian (หมวด Football) | ผู้เขียน: Ludo Vandewalle (เขียนให้ Het Nieuwsblad)

ทีมชาติเบลเยียมในฟุตบอลโลก 2026 ถูกมองว่าเข้าสู่ยุค “หลังเจเนอเรชันทอง” อย่างชัดเจน เพราะแกนรับระดับตำนานอย่าง Toby Alderweireld, Vincent Kompany, Thomas Vermaelen และ Jan Vertonghen ต่างทยอยอำลาไปแล้ว เหลือเพียง Thibaut Courtois ที่ยังเป็นเสาหลักในแนวหลัง ขณะที่ภาพรวมของทีมภายใต้โค้ช Rudi Garcia คือ “เกมรุกนำทีม” และเลือกวางโครงสร้างเพื่อป้องกันจุดอ่อนแนวรับให้มากที่สุด


แนวทางของ Rudi Garcia: ยืนยันใช้ 4 กองหลัง เพื่อไม่เสียตัวรุก

Garcia รับรู้ตรงๆ ว่าพลังของ “ปีศาจแดง” อยู่ที่เกมรุก เขาเชื่อว่าผู้เล่นอย่าง Kevin De Bruyne, Jérémy Doku และ Romelu Lukaku สามารถตัดสินเกมได้ “คนละวิธี” ดังนั้นเขาจึงยืนกรานเลือกใช้แนวรับ 4 คนแทนระบบ 5 กองหลัง เพราะมองว่าการเพิ่มกองหลังเท่ากับต้อง “แลก” ตัวรุกหนึ่งคน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายตามคำอธิบายของเขาเอง

ในเชิงแท็กติก Garcia มักใช้การยืนบล็อกระดับกลาง (medium block) เพื่อสนับสนุนเกมรุกโดยไม่กดดันแนวรับมากเกินไป เหตุผลคือแนวรับไม่ได้แข็งเท่าที่ควรในยุคเปลี่ยนผ่าน แต่การอ่านเกมแบบนี้ก็ถูกตั้งคำถามในบทความต้นฉบับ เพราะ “แผนรุก” จะสมบูรณ์แค่ไหนยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของ Lukaku เป็นสำคัญ ซึ่งกำลังมีปัญหาเรื่องความฟิตและจังหวะการแข่งขัน


จุดแข็ง-จุดอ่อน: เกมรุกยังมีคุณภาพ แต่ Lukaku ไร้จังหวะลงสนาม

แม้ทีมยังมีตัวสร้างสรรค์เกมอย่าง De Bruyne และตัวฉีกเกมอย่าง Doku แต่ความน่ากังวลที่สุดคือกรณี Lukaku: เขาได้ลงเล่นให้ Napoli ซีซันนี้เพียง 64 นาที และไม่ได้ลงให้ทีมชาติเลยเพราะอาการบาดเจ็บ จนเพิ่งกลับมาลงสำรองในเกมอุ่นเครื่องชนะโครเอเชีย 2-0 และยิงประตูที่สองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นอกจากนี้บทความยังระบุว่าเขาได้รับผลกระทบทางใจอย่างหนักจากการเสียชีวิตของคุณพ่อ

แม้ Lukaku จะเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของเบลเยียมด้วย 90 ประตู แต่การเข้าสู่ฟุตบอลโลกโดย “ไม่มีจังหวะเกม” (match rhythm) ทำให้ความเฉียบคมและความต่อเนื่องเป็นเครื่องหมายคำถาม—ซึ่งกระทบโดยตรงกับแนวคิดของ Garcia ที่อยากคงตัวรุกไว้ให้มากที่สุด ความเห็นส่วนตัวของผมคือ ต่อให้ชื่อชั้นใหญ่แค่ไหน ฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ที่เกมตัดสินกันเป็นจังหวะๆ ต้องการกองหน้าที่พร้อมทั้งร่างกายและความมั่นใจ และนี่คือความเสี่ยงที่เบลเยียมต้องบริหารให้ดี


เส้นทางและตัวเลขสำคัญ: คัดเลือกไม่แพ้ใคร ยิง 29 ลูก แต่มีสะดุดเสมอ 3 นัด

รอบคัดเลือกของเบลเยียมถูกอธิบายว่า “ผ่านไปอย่างราบรื่น” เมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มอย่าง Wales, North Macedonia, Kazakhstan และ Liechtenstein ทีมจบแบบ ไม่แพ้ใคร อย่างไรก็ตามคุณภาพการเล่นไม่ได้ถูกมองว่าสูงมากนัก เพราะมีผลเสมอถึง 3 นัด (สองเกมกับ North Macedonia และอีกหนึ่งเกมที่ไปเสมอในคาซัคสถาน)

กระนั้น ตัวเลขเชิงรุกยังบอกภาพชัดว่า “นี่คือทีมที่ถนัดยิง” โดยเบลเยียมทำได้ 29 ประตูจาก 8 เกม สะท้อนอาวุธในแดนหน้าและความสามารถในการจบสกอร์ ขณะเดียวกันปลายทางของความหวังถูกวางไว้สองฝั่ง: ฝั่งหนึ่งคือ Doku ที่จะถูกจับตาในเกมรุก อีกฝั่งคือ Courtois ที่ต้องช่วย “กันไม่ให้เสีย” ในยามที่แนวรับยังไม่นิ่ง


ดาวเด่นและตัวแปร: Doku โตขึ้น, Fernandez-Pardo โผล่เป็นทางเลือก, De Cuyper เติมเกมและทำประตู

บทความชี้ว่า Jérémy Doku คือผู้เล่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทีมชุดนี้ แนวรุกวัย 24 ปีของ Manchester City กำลังพัฒนาแบบ “ก้าวกระโดด” จากเดิมที่พึ่งพาความเร็วเป็นหลัก มาสู่การพัฒนาการเปิดบอล และทำประตูสำคัญในช่วงท้ายฤดูกาลพรีเมียร์ลีก โดยตัวเขายอมรับเองว่าเข้าใจคุณภาพของตัวเอง และต้อง “ทำให้สถิติดีขึ้น” แต่ยังไม่ถึงจุดนั้น

อีกชื่อที่น่าสนใจคือ Matias Fernandez-Pardo กองหน้าวัย 21 ปีของ Lille ที่ช่วงแรกไม่ได้อยู่ในแผนของ Garcia จนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เขาถือพาสปอร์ตสเปนและเบลเยียม และเคยประกาศจะเลือกเล่นให้สเปน แต่เมื่อสมาคมเบลเยียมกลับไปทาบทามอีกครั้งท่ามกลางความไม่แน่นอนของ Lukaku และฟอร์มที่ตกของ Loïs Openda ที่ Juventus เขาจึงเปลี่ยนใจ ความเร็ว การเลี้ยง และความฉวยโอกาสทำให้เขามีที่ในทีม โดยในฤดูกาล 2025-26 เขายิง 8 ประตู กับ 5 แอสซิสต์ จาก 29 เกมลีก หลังโค้ช Bruno Génésio ปรับให้เล่นเป็นกองหน้า

ส่วน Maxim De Cuyper แบ็กซ้ายวัย 25 ปีของ Brighton ถูกยกว่ามีคุณค่าจากการเติมเกมรุก และในช่วงที่ Lukaku ไม่พร้อม เขากลายเป็นคนที่ทำประตูให้ทีมชาติได้บ่อยขึ้น ภายใต้ Garcia เขา “ได้ออกสตาร์ตทุกนัดเมื่อฟิต” และน่าจะรักษาสถานะนี้ในฟุตบอลโลก แม้ในระดับสโมสรจะเป็นตัวสำรองบ่อยครั้งก็ตาม


โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม และบรรยากาศแฟนบอล

  • 15 มิ.ย. พบ อียิปต์ ที่ซีแอตเทิล
  • 21 มิ.ย. พบ อิหร่าน ที่ลอสแอนเจลิส
  • 26 มิ.ย. พบ นิวซีแลนด์ ที่แวนคูเวอร์

ต้นฉบับระบุว่าเบลเยียมอยู่ในกลุ่มที่ “พอลุ้นได้” (winnable group) ขณะที่บรรยากาศแฟนบอลเบลเยียมขึ้นชื่อเรื่องการสนุกและดื่มเบียร์ก่อนเข้าสนาม แต่มีบทสวดเชียร์ไม่มากนักเพราะความหลากหลายทางภาษา (ดัตช์ ฝรั่งเศส และเยอรมันเล็กน้อย) ทำให้ประสานเสียงได้ยาก สุดท้ายจึงมักร้องเป็นภาษาอังกฤษเป็นทางออก—หรือบางทีก็ไม่ได้ร้องเลย

ด้านบรรยากาศสังคมการเมือง มีความคลางแคลงต่อ Donald Trump ตามแบบหลายประเทศในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะสำนวนการพูดของเขา และกรณีที่เคยเรียก Molenbeek ชานกรุงบรัสเซลส์ว่าเป็น “hellhole” ซึ่งสร้างความไม่พอใจ อย่างไรก็ดี สมาคมฟุตบอลเบลเยียมไม่น่าจะออกความเห็นสาธารณะ และแม้แฟนบอลบ่นเรื่องราคาสูง แต่ก็ไม่มีสัญญาณการคว่ำบาตร


มุมมองส่วนตัว: เบลเยียมยังน่าดู แต่ความฝันขึ้นกับ “ความพร้อมจริง” มากกว่าชื่อเสียง

ถ้าอ่านจากข้อมูลในบทความนี้ ภาพของเบลเยียมคือทีมที่มีอาวุธเกมรุกพอจะ “เอาชนะใครก็ได้ในวันฟอร์มเข้าฝัก” แต่ก็มีโครงสร้างบางจุดที่เปราะ โดยเฉพาะเมื่อโค้ชตั้งใจไม่เพิ่มกองหลัง และเลือกใช้บล็อกกลางเพื่อประคองแนวรับ ดังนั้นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายอาจไม่ใช่แท็กติกสวยหรู แต่อยู่ที่ว่า Lukaku จะเรียกสภาพร่างกายและความมั่นใจกลับมาได้เร็วแค่ไหน รวมถึง Doku จะเปลี่ยนความอันตรายให้เป็นประตู/แอสซิสต์ได้สม่ำเสมอหรือไม่

สรุปสั้นๆ: เบลเยียมยุคหลังเจเนอเรชันทองยังมีคุณภาพเกมรุกและกลุ่มที่ลุ้นได้ แต่คำตอบของทัวร์นาเมนต์นี้อยู่ที่ความฟิตของ Lukaku และการพาทีมของ De Bruyne-Doku มากกว่าชื่อชั้นในอดีต

บทความใหม่