ฟลอเรนติโน เปเรซ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย นั่งประธานเรอัล มาดริดต่อ เปิดทางแผนขายหุ้น 5%

ฟลอเรนติโน เปเรซ ชนะเลือกตั้งเรอัล มาดริด 65% เหนือเอนริเก ริเกลเม 35% เปิดทางแผนขายหุ้น 5% และเตรียมประกาศโชเซ มูรินโญคุมทีม

ฟลอเรนติโน เปเรซ จะดำรงตำแหน่งประธานสโมสรเรอัล มาดริดต่อไป หลังคว้าชัยในการเลือกตั้งที่สโมสรจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี โดยผลคะแนนสะท้อนว่าฐานอำนาจของเขายังแข็งแรง แม้จะมีคู่แข่งลงชิงจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบยาวนาน การชนะครั้งนี้ยัง “ปูทาง” ให้เปเรซเดินหน้ากับแผนสำคัญที่ถกเถียงกันมากที่สุด นั่นคือข้อเสนอขายหุ้น 5% ของสโมสร ซึ่งจะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสมาชิกเพื่อพิจารณาในขั้นต่อไป

จากรายงานของ The Guardian ระบุว่าเปเรซได้คะแนน 65% ขณะที่ผู้ท้าชิงวัย 37 ปีอย่าง เอนริเก ริเกลเม ได้ 35% โดยมีสมาชิกผู้มีสิทธิ์ออกเสียงมาใช้สิทธิรวม 33,555 คน ตัวเลขนี้ไม่เพียงยืนยันความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง แต่ยังชี้ว่าการเมืองภายในมาดริด—ที่เงียบมาสองทศวรรษ—กลับมาคึกคักอีกครั้ง


ผลเลือกตั้ง 65-35 และดราม่า “บัตรไปรษณีย์” ที่ทำให้ผลประกาศช้า

แม้ผลรวมจะชี้ชัดว่าเปเรซชนะ แต่กระบวนการประกาศผลไม่ได้ราบรื่นทันที เพราะริเกลเมยื่นคัดค้านความถูกต้องของบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ราว 1,000 ใบ และท้ายที่สุดมีบัตรมากกว่า 400 ใบถูกตัดทิ้ง ส่งผลให้ผลเลือกตั้งถูก “แขวน” ไว้ช่วงหนึ่ง ก่อนยืนยันชัยชนะของเปเรซอย่างเป็นทางการ

ในเชิงภาพลักษณ์ เหตุการณ์นี้สะท้อนสองอย่างพร้อมกัน: หนึ่ง ความพยายามของผู้ท้าชิงที่จะต่อสู้ในรายละเอียดและตั้งคำถามต่อระบบ และสอง การที่สโมสรจำเป็นต้องทำให้ระบบเลือกตั้งโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น หากอนาคตมีการแข่งขันทางการเมืองบ่อยขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้การเลือกตั้งกลายเป็นพิธีกรรมที่มีผู้สมัครคนเดียวเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา


“สมัยที่ 23 ปี” ของเปเรซ: อำนาจยาวนาน แต่มาร์จินน้อยกว่าที่คาด

เปเรซเป็นประธานมาดริดรวมแล้ว 23 ปี แบ่งเป็นสองช่วง (2000-2006 และกลับมาอีกครั้งตั้งแต่ 2009) และก่อนหน้านี้เขาชนะการเลือกตั้ง 5 ครั้งโดยไม่มีคู่แข่ง ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าเมื่อมีผู้ท้าชิงจริง เขาน่าจะชนะ “แบบถล่มทลายยิ่งกว่าเดิม” ทว่ารายงานระบุว่ามาร์จินการชนะครั้งนี้ เล็กกว่าที่หลายคนคาด แม้สุดท้ายจะยังเป็นชัยชนะที่ชัดเจน

อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ยังถือเป็น “การต่ออายุอำนาจ” ให้เปเรซได้อย่างเต็มมือ เขาจะอยู่ต่ออย่างน้อยอีกหลายปี และมีแรงส่งทางการเมืองพอที่จะผลักดันแผนปรับโครงสร้างสโมสรต่อไป โดยเฉพาะแนวคิดการให้ “คุณค่าทางการเงิน” กับสมาชิกภาพ และการเชิญการลงทุนเพื่อประเมินมูลค่าของสโมสร ซึ่งฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นเกราะป้องกันในโลกฟุตบอลยุคทุนหนา แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าเป็นทางลาดสู่การแปรรูป


แผนขายหุ้น 5% และข้อถกเถียงเรื่อง “แปรรูป”: เดิมพันใหญ่ของยุคเปเรซ

ประเด็นที่เป็นหัวใจของการเลือกตั้งครั้งนี้คือแนวคิดขายหุ้น 5% ของสโมสร ซึ่งรายงานชี้ว่าเมื่อเปเรซชนะ ก็เท่ากับเขาได้ “ไฟเขียวทางการเมือง” ในการผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสมาชิก เปเรซให้เหตุผลว่าต้องการปกป้องความเป็นเจ้าของโดยแฟนบอล เพียงแต่ทำให้สมาชิกภาพมีมูลค่าทางการเงินมากขึ้น และ “เชิญการลงทุน” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดมูลค่าของสโมสร

ด้านริเกลเมใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีว่าโมเดลของเปเรซกำลังพามาดริดไปสู่สภาพคล้าย “ระบอบศักดินา” และเสี่ยงทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “ครั้งสุดท้าย” ของสโมสร เขายังตั้งคำถามถึงบทบาทของ Anas Laghrari นายธนาคารชาวโมร็อกโกที่เปเรซเรียกว่า “เหมือนลูกชาย” และมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในสโมสร—ประเด็นนี้สะท้อนความกังวลเรื่องศูนย์อำนาจที่กระจุกตัว

ความเห็นส่วนตัวของผมคือ การเปิดทางให้เงินทุนภายนอกเข้ามาแม้เพียงสัดส่วนเล็กๆ อาจดูเป็น “ทางออกเชิงธุรกิจ” ในยุคที่คู่แข่งมีเจ้าของมหาเศรษฐีและรัฐหนุนหลัง แต่สำหรับสโมสรสมาชิกอย่างเรอัล มาดริด ทุก 1% มีนัยทางอัตลักษณ์สูงมาก ถ้าไม่สื่อสารให้ชัดและทำกระบวนการมีส่วนร่วมให้แน่นพอ เรื่องนี้อาจกลายเป็นชนวนความแตกแยกทางการเมืองภายในระยะยาว


ผลเลือกตั้งโยงถึงม้านั่งกุนซือ: มูรินโญเตรียมรับงาน และดีลที่ถูกพูดถึง

ชัยชนะของเปเรซยังหมายความว่า โชเซ มูรินโญ จะถูกยืนยันเป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ ตามรายงานระบุว่ามาดริดจะจ่ายค่าฉีกสัญญาให้เบนฟิกา €15 ล้าน เพื่อดึงกุนซือโปรตุเกสเข้ามาคุมทีม อีกทั้งเปเรซเคยให้คำมั่นว่าจะยื่นข้อเสนอ “อย่างน้อย €150 ล้าน” เพื่อคว้าแข้งระดับกาลักติโกซึ่งเข้าใจกันว่าเป็น ไมเคิล โอลิเซ

ในเชิงการเมืองฟุตบอล นี่คือสูตรคลาสสิกของยุคเปเรซ: “อำนาจ + ซูเปอร์สตาร์ + โปรเจกต์ใหญ่” เพื่อขับเคลื่อนความเชื่อมั่น หลังช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งในและนอกสนาม (รายงานยังกล่าวถึงความล้มเหลวของโครงการซูเปอร์ลีก และปัญหาโครงการปรับปรุงสนามที่ไม่สามารถจัดคอนเสิร์ตได้ตามแผนซึ่งเป็นรายได้สำคัญ) การประกาศโค้ชชื่อดังและการพูดถึงเมกะดีลจึงเป็นเหมือนการส่งสัญญาณว่าเขายัง “คุมเกม” ได้

ระหว่างหาเสียง เปเรซยังประกาศการเซ็นสัญญา Denzel Dumfries และ Ibrahima Konaté ด้วย ขณะที่ฝั่งริเกลเมชูทีมงานในตำนานอย่าง ราอูล, เฟร์นานโด เอียร์โร, อีเกร์ กาซิยาส, บิเซนเต เดล บอสเก และอ้างว่าจะดึง เยอร์เกน คล็อปป์ รวมถึงเซ็น ฮาแลนด์ กับ โรดรี โดยถึงขั้นสัญญาจะออกค่าสมาชิกให้หากทำไม่ได้—แต่มีการปฏิเสธจากเอเยนต์และฝั่งที่เกี่ยวข้องตามที่รายงานระบุ


ริเกลเม “แพ้แต่ได้พื้นที่”: สัญญาณว่าการเมืองมาดริดอาจไม่เงียบเหมือนเดิม

แม้ริเกลเมจะแพ้ แต่รายงานประเมินว่าสำหรับเขา ผลเลือกตั้งสะท้อน “ความสำเร็จในระยะสั้น” แบบที่จับต้องได้ เพราะเดิมทีเขาแทบเป็นคนที่สาธารณชนไม่รู้จัก และยังต้องเริ่มตั้งทีมจากศูนย์หลังเปเรซประกาศเลือกตั้งกะทันหันเมื่อ 14 พฤษภาคม อีกทั้งถูกบีบด้วยกติกาเข้มงวดที่เปเรซเป็นผู้ปรับให้รัดกุมขึ้น รวมถึงเงื่อนไขให้ต้องวางหนังสือค้ำประกันธนาคาร €178 ล้าน โดยยึดกับทรัพย์สินส่วนตัว—ซึ่งรายงานเล่าว่ามีธนาคารสเปนสองแห่งปฏิเสธก่อนเขาจะทำสำเร็จในที่สุด

เมื่อพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ คะแนน 35% ไม่ใช่เรื่องเล็กในการท้าชนผู้นำที่ครองอำนาจยาวนาน โดยเฉพาะในบริบทที่ไม่มีเวทีดีเบตตามที่เขาเรียกร้องถึง 3 ครั้งแต่ไม่เกิดขึ้น และมีเวลาเตรียมตัวจำกัดมาก ผลครั้งนี้จึงอาจเป็น “ก้าวแรก” เพื่อสร้างฐานสำหรับการท้าชิงในอนาคต หากสโมสรยังคงมีการเลือกตั้งแข่งขันจริงจังต่อไป


ลิงก์อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตามประเด็นต่อเนื่องและความเคลื่อนไหววงการลูกหนังได้ที่ ข่าวฟุตบอล


สรุปปิดท้าย

เปเรซชนะด้วย 65% และได้ความชอบธรรมในการเดินหน้าทั้งโปรเจกต์โครงสร้างสโมสร (รวมแผนขายหุ้น 5%) และการรีเซ็ตทีมด้วยมูรินโญ แต่คะแนน 35% ของผู้ท้าชิงคือสัญญาณเตือนว่า “การเมืองมาดริด” อาจกลับมาดุเดือดกว่าที่เคย


เครดิตข่าวต้นฉบับ: The Guardian (Football) | ผู้เขียน: Sid Lowe | ที่มา: Florentino Pérez to remain as Real Madrid president after overwhelming election win

บทความใหม่