World Cup ภายใต้ทรัมป์เสี่ยงเป็น ‘bonanza of sportswashing’ กลุ่มสิทธิฯ กังวลความปลอดภัยแฟนบอลและบทบาท ICE
กลุ่มสิทธิฯ เตือน World Cup อาจกลายเป็น ‘sportswashing’ ภายใต้ทรัมป์ ชี้ความไม่ชัดเจนเรื่องการประท้วง ตำรวจ และความเสี่ยงจาก ICE พร้อมกดดันฟีฟ่ารับประกันสิทธิแฟนบอล
เครดิตต้นฉบับ: Football | The Guardian | ผู้เขียน: Paul MacInnes และ Nick Ames
แก่นประเด็น: เมื่อฟุตบอลถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง
องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเตือนว่า ฟุตบอลโลกที่กำลังจะเริ่มในอีกประมาณหกสัปดาห์ อาจกลายเป็น “bonanza of sportswashing” หรือ “มหกรรมล้างภาพด้วยกีฬา” ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อ “กลบข่าว/กลบความกังวล” เกี่ยวกับประเด็นสิทธิ เช่น การปราบปรามผู้อพยพ มาตรการที่ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ และแรงกดดันต่อเสรีภาพสื่อ
Sport and Rights Alliance (SRA) ซึ่งมีทั้ง Human Rights Watch (HRW) และ Amnesty International อยู่ด้วย เรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองสิทธิรายบุคคลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งต่อแฟนบอล นักเตะ แรงงาน และชุมชนเจ้าภาพ เพราะฟุตบอลโลกครั้งนี้เดิมถูกคาดหวังว่าจะเป็นรายการ “แรก ๆ” ที่มีกรอบสิทธิมนุษยชนชัดเจน แต่บรรยากาศทางนโยบายในสหรัฐฯ ทำให้ความเสี่ยงเรื่อง “การกีดกัน” และ “ความหวาดกลัว” ถูกหยิบขึ้นมาเป็นวาระหลัก
มุมมองส่วนตัวของผมคือ คำว่า sportswashing ปกติถูกโยงกับประเทศอำนาจนิยม แต่กรณีนี้สะท้อนว่า “ตรรกะของการล้างภาพ” ไม่ได้ขึ้นกับระบอบอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใครก็ตามที่ใช้ความนิยมของกีฬาเพื่อทำให้สังคมละสายตาจากข้อกังวลด้านสิทธิ
นิยาม ‘sportswashing’ และเหตุผลที่ HRW ชี้ว่าต้องใช้กับสหรัฐฯ
Minky Worden จาก HRW ให้นิยาม sportswashing ว่าเป็นการ “ใช้มหกรรมกีฬาที่ผู้คนรัก เพื่อดึงแฟนบอลและภาพลักษณ์เชิงบวก” ซึ่งอาจทำหน้าที่ “ปิดบังการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง” ไปพร้อมกัน เธอย้ำว่าคำนี้ไม่ควรถูกจำกัดไว้เฉพาะประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ควรถูกใช้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันด้วย เมื่อมีสิ่งที่เธอมองว่าเป็นการ “ทำให้กีฬาเป็นอาวุธ” เพื่อสื่อสารข้อความการเมือง และสร้างภาพว่าทัวร์นาเมนต์ “ปลอดภัย สนุก” ทั้งที่ความจริงอาจตรงข้าม
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับสถานะของสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก ทำให้คำถามไม่ได้หยุดอยู่ที่สนามฟุตบอล แต่ลามไปถึงระบบตรวจคนเข้าเมือง ความเสี่ยงของการบังคับใช้กฎหมาย และบรรทัดฐานการรับมือการชุมนุมประท้วงในพื้นที่จัดแข่งขัน
สิ่งที่น่าคิดคือ หากผู้จัดและภาครัฐปล่อยให้ “ภาพสวย” ของฟุตบอลโลกกลบความไม่ชัดเจนด้านสิทธิ ผู้ชมจำนวนมากอาจเพิ่งรู้ต้นทุนจริงเมื่อเดินทางไปถึงแล้ว และนั่นคือเหตุผลที่องค์กรสิทธิพยายามดันประเด็นนี้ก่อนเสียงนกหวีดนัดแรก
ความไม่แน่นอนเรื่องการประท้วง-การดูแลแฟนบอล และ “แผนสิทธิมนุษยชน” ของเมืองเจ้าภาพ
อีกแกนสำคัญคือ “ความไม่แน่นอน” ที่แฟนบอลอาจต้องเจอ โดยกลุ่มแฟนบอลและองค์กร Football Supporters Europe (สมาชิก SRA) ระบุว่าพวกเขาแทบไม่รู้เลยว่า หากเกิดการประท้วงในสนามหรือนอกสนาม หรือหากมีแฟนบอลบางส่วน “ทำเรื่องโง่ ๆ” (คำพูดที่ถูกอ้างในรายงาน) ตำรวจสหรัฐฯ จะตอบสนองอย่างไร ระดับการประสานงานและการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานสหรัฐฯ ก็ถูกบอกว่าดู “น้อยกว่า” ที่เคยได้รับจากเจ้าภาพกาตาร์เมื่อสี่ปีก่อน
ด้านข้อมูลเชิง “ตัวเลข” ที่ถูกหยิบยกในรายงานของ HRW เดือนนี้ คือจาก 16 เมืองเจ้าภาพ มีเพียง 4 เมือง ที่เผยแพร่ “Host City Human Rights Action Plans” แบบบังคับ ได้แก่ Atlanta, Dallas, Houston และ Vancouver ซึ่งหมายความว่าอีกหลายเมืองยังไม่แสดงให้เห็นต่อสาธารณะว่ามีมาตรการคุ้มครองสิทธิในรูปแบบใด
ในทางปฏิบัติ ความคลุมเครือเช่นนี้คือเชื้อไฟของ “ข่าวลือ” และ “ความหวาดระแวง” และสุดท้ายคนที่แบกรับความเสี่ยงคือแฟนบอลผู้จ่ายเงินเดินทาง รวมถึงชุมชนท้องถิ่นที่ต้องอยู่กับผลกระทบทางสังคมตลอดช่วงทัวร์นาเมนต์ หากอยากติดตามอัปเดตประเด็นฟุตบอลโลกและทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ๆ เพิ่มเติม ลองดูหมวด ข่าวฟุตบอล
Klaveness จี้ฟีฟ่าถามเรื่อง ICE และคัดค้าน “รางวัลสันติภาพฟีฟ่า”
ประเด็นที่ทำให้ข้อถกเถียงร้อนขึ้นคือบทบาทของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ที่อาจเกี่ยวข้องกับการ “ปูพรม” บังคับใช้กฎหมายในช่วงฟุตบอลโลก โดย Lise Klaveness ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนอร์เวย์ เตรียมหยิบเรื่องนี้ขึ้นหารือในที่ประชุมใหญ่ประจำปีของฟีฟ่าที่แวนคูเวอร์ เธอย้ำว่าฟุตบอลโลกควร “ครอบคลุมและปลอดภัยสำหรับทุกคน” ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ประเทศต้นทาง หรือรสนิยมทางเพศ และต้องการให้ฟีฟ่าชี้แจงว่า จะทำงานอย่างไรเพื่อ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดปฏิบัติการของ ICE ที่ทำให้แฟนบอลเดินทางเข้าสนามไม่ปลอดภัย
นอกจากนั้น Klaveness ยังเรียกร้องให้ยกเลิก “Fifa peace prize” และสนับสนุนให้มีการสอบสวนกระบวนการมอบรางวัล หลังรางวัลถูก Gianni Infantino มอบให้ทรัมป์ในงานจับสลากฟุตบอลโลกเดือนธันวาคม โดยไม่มีการขอความเห็นชอบจาก Fifa Council ซึ่งนำไปสู่การร้องเรียนของ FairSquare ต่อคณะกรรมการจริยธรรมฟีฟ่า โดย FairSquare มองว่าขัดกับหลัก “ความเป็นกลางทางการเมือง” และขัดต่อข้อบังคับของฟีฟ่า
Klaveness ยังชี้ว่าควรมีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลที่โปร่งใส มีกรอบเวลา เหตุผล และข้อสรุปที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ หากฟีฟ่าต้องการรักษาความน่าเชื่อถือของตัวเองในยุคที่กีฬาแทบหลีกหนีการเมืองไม่ได้
สรุปปิดท้าย
กลุ่มสิทธิฯ เตือนฟุตบอลโลกในสหรัฐฯ อาจถูกใช้เป็นเวที sportswashing ท่ามกลางความไม่ชัดเจนเรื่องการประท้วง การบังคับใช้กฎหมาย และความเสี่ยงจาก ICE ขณะที่ผู้นำลูกหนังนอร์เวย์เตรียมกดดันฟีฟ่าให้รับประกันความปลอดภัยและความเป็นกลางมากกว่าคำพูดสวยหรู











